วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ที่มาของความย้ำคิดย้ำทำและซึมเศร้า


ผม ชื่อ จักร ครับ ตอนนี้ผมเรียนปี4 ที่มหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งครับ ผมเป็นโรคซึมเศร้า+ย้ำคิดย้ำทำ มา 8 ปีแล้วครับ จะเริ่มต้นเล่าเรื่องโรคซึมเศร้าของผมนะครับ
สาเหตุเริ่มต้นนะครับ ผมไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าเริ่มเป็นโรคนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่จำความได้คือตอน ม.3 ครับ ที่ผมเริ่มมีความรู้สึกเบื่อโลก ไม่อยากทำอะไร ตอน ม.1 ม.2

ผมก็ใช้ชีวิตตามประสาเด็กทั่วไปครับ ผมเรียนดีด้วย ตั้งแต่ประถม ได้ที่ 1 หรือ ที่ 2 เสมอครับ ส่วนมากจะได้ที่ 1 ครับ แต่อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนผมเอาเข็มมาจิ้มผมเล่นๆครับ
แล้วผมก็คิดมากว่าจะติดเอดส์จากเข็มนั้นหรือเปล่าครับ ปล.เข็มนั้นเป็นเข็มเย็บผ้าครับ แต่ตอนนั้นผมมีความรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ครับ ว่าเข็มเย็บผ้ามีความเสี่ยงน้อยมาก เข็มฉีดยา

ต่างหากหรือของมีคมที่มีความเสี่ยงเยอะในการติดเชื้อ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ใจผมก็กังวล เพราะเพื่อนผมที่เอาเข็มมาจิ้มผมนั้น ก็เป็นพวกที่ชอบเสเพล ชอบไปมีอะไรกับเด็กผู้หญิงแถวๆนั้นบ่อยๆ ยิ่งผมอ่านข้อมูลเรื่อง อาการของโรคเอดส์มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งกังวลครับ จำได้ว่าตอนนั้น คิดว่าตัวเองต้องติดเอดส์จากเข็มนั้นแน่ๆเลย เลยเศร้า

ไม่อยากทำอะไร เพราะคิดว่าอีกไม่นานผมก็ตายเพราะติดเอดส์จากเข็มนั้น ไม่อยากทำอะไรเลยครับ จนครูที่โรงเรียนบอกกับพี่สาวว่า ท่าทางผมจะสอบไม่ติดโรงเรียนชื่อดังของจังหวัดแล้วครับ เพราะผมขี้เกียจมากๆ แต่ตอนนั้นผมก็อยากอ่านหนังสือหรือขยันนะครับ แต่จิตใจผมนี่สิ เศร้่าไปแล้ว จำได้ว่าหน้าตาตอนนั้นเหมือนเครียด ตลอดเวลา

หน้าตาบึ้งตึง ไม่มีความสุข ไม่ยิ้ม ขนาดไปงานรับปริญญาพี่เพื่อถ่ายรูปหน้าผมยังบึ้งทุกรูปเลยครับ จนพี่บ่นว่าทำหน้าเหมือนปวดขี้ทุกรูปเลย(คิดแล้วฮาา) อีกปัจจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคซึมเศร้าหรือเปล่าของผมคือ ตอนนั้นพี่ผมล้อผมครับ ผมว่าผมต้องรับมรดกเป็นทายาทครูหมอมโนราห์ต่อจากพ่อ (อธิบายนะครับ ครูหมอมโนราห์ เป็นเรื่อง
 
ของสิ่งลี้ลับทางภาคใต้นะครับ จะต้องสืบทอดต่อกันเป็นรุ่น อาการเมื่อได้รับการสืบทอดนะครับ จะคล้ายๆคนทรง คือเวลาครูหมอมโนราห์มาเข้าร่างจะร้องกลอนมโนราห์และจะคุมตัวเองไม่ได้ จะเหมือนเป็นคนอีกคน) ตอนนั้นที่พี่ๆล้อผมๆก็เครียดกับเรื่องนี้เหมือนกันครับ คือตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าผมได้เป็นทายาทครูหมอมโนราห์นั้นต่อจากพ่อ
 
ผมก็คงกลายเป็นคนไม่ปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไป (ซึ่งตอนที่พ่อผมมีอาการเหมือนครูหมอมโนราห์เข้าทรง พ่อผมก็แปลกๆ ชาวบ้านแถวๆบ้าน บอกว่า พ่อผมบ้า ประกอบกับแม่ผมเสียไปตอนผมอายุ 4 ขวบ พ่อผมก็อาการหนักกว่าเดิม เริ่มตื่นเช้ามาร้องกลอนมโนราห์ เริ่มเดินเขียนคาถาอะไรก็ไม่รู้ ตามเสาไฟฟ้า ผมไม่เข้าใจแกเหมือนกัน

ปล.ตอนนี้พ่อผมมีภรรยาใหม่หรือแม่เลี้ยงแล้ว ดูเหมือนแกจะมีความสุข พ่อผมก็ไม่ค่อยแสดงพฤติกรรมแปลกๆหรือนานๆครั้งจะแสดงพฤติกรรมแปลกเหมือนแต่ ก่อน) ตอนนั้นผมคิดไปคิดมา กลัวได้รับมรดกลี้ลับนั้นแล้วจะบ้า(คนอื่นเขาว่ากัน)เหมือนพ่อผม กลัวว่าผมไม่ประสบความสำเร็จก้าวหน้าในชีวิตเหมือนคนอื่นๆ เพราะอาการบ้าของผม
 
เอง ผมคิดไปต่างๆนาๆ พี่ผมอาจจะล้อผมเล่นๆเฉยๆก็ได้ แต่เขาไม่รู้ว่าผมเป็นคนคิดมาก ลืมบอกไป ผมมีพี่ 6 คน ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 2 ผมเป็นลูกคนสุดท้อง พี่ผมปกติทุกคน มีผมคนเดียวที่ไม่ค่อยเต็ม 55 เพราะโรคซึมเศร้าแล้ววิตกกังวลนี่แหละ ตอนจะจบ ม.3 ผมตัดสินใจสู้ๆเฮือกสุดท้าย เพราะคิดไว้ว่าอยากเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด(จังหวัดหนึ่ง
 
ในภาคใต้) และผมก็ทำได้ ผมสอบติดโรงเรียนประจำจังหวัด(จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ฝั่งตะวันตก) ตอนนั้นตอนที่สอบติดก็คิดในใจเหมือนกัน กลัวจะเรียนไม่ได้เรื่องเพราะมั่วแต่เศร้ากับเรื่องที่เอาเข็มมาจิ้มตอน ม.3 รู้สึกตัวเองมีพลังในการเรียนไม่เต็มที่ ไม่สามารถใช้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดกับการเรียน เพราะมีโรคซึมเศร้าและกังวลมาขัด
 
ขวาง ทำให้ผมท้อใจตลอดเวลา ลืมบอกไป ตอนม.ต้น ผมชอบล้างมือบ่อยๆ วันละหลายครั้งๆ กังวลกลัวจะติดเชื้อโรค (กังวลไร้สาระมาก) เวลาผมจะล็อคประตูบ้านก็จะลองบิดลูกบิดดูหลายครั้ง หรือ ถ้าเป็นแม่กุญแจก็จะลองดึงหลายๆครั้ง ว่ามันล็อคหรือยัง บางทีเดินไปจากบ้านกำลังจะขับรถมอไซต์ก็ต้องกลับมาดูอีกครั้งว่ามันล็อคหรือ ยัง
 
ซึ่งต่อมา ผมเพิ่งมารู้ตอนปีสองว่าเป็นอาการของโรคย้ำคิดย้่ำทำ(หมอบอกว่าผมเป็นโรค นี้+ศึกษาจากในเน็ต) ตอนม.4 ตอนนั้นเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดแล้วครับ ตอนนั้นจำได้ว่าเข้าไปแบบเศร้่าๆ แต่ก็ดีใจนะที่สอบติด พอเข้าไปเรียนแล้ว มันมาแล้วอาการ anti ตัวเอง ตอนนั้นผมได้ยินเพื่อนสองคนพูดกันมา เอ้ย มึงกระพริบตาบ่อยจะ
 
อ่านหนังสือรู้เรื่องหลอว่ะ มันจุดประกายความคิดของผมเลยครับ กระพริบตาบ่อยแล้วจะอ่านหนังสือ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ตอนเรียนผมก็กระพริบตาบ่อยจริงๆครับ พอกระพริบตาแล้วผมก็พยายามห้ามร่างกาย มันไม่ให้กระพริบตา ผมก็เรียนไม่รู้เรื่องจริงๆครับ ปวดตาด้วย ตอนนั้นเลยไม่อยากเรียนในห้องเลย เพราะเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง
 
ครับ ผมเลยหลับในห้องเรียนครับ บางวันตอนเรียนก็ไม่ค่อยมีสมาธิครับใจลอย เรียนไม่รู้เรื่องเลยครับ ตอนนั้นเกรดตกเหลือสองปลายๆ จากเป็นคนที่ได้เกรดสามกว่าๆเกือบสี่มาตลอดตอนม.ต้น ผมติด0วิชาคณิตด้วยครับ ตอนม.4 ตอนนั้น จำได้เลยครับ ไม่อยากทำอะไร รู้สึกเหนื่อยเศร้า ท้อ ตอนนั้นเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายครับ ไม่ค่อยมีเพื่อน พูด
 
จาก็กวนคนอื่น คือพอผมคิดอะไรไม่ดี ผมก็พูดออกมาเลย ไม่ได้คิดหน้าหลังว่าควรพูด ไม่ควรพูด ตอนปิดเทอมแอบไปตรวจเลือดครับ ไม่บอกที่บ้าน ปรากฏว่าผมไม่ได้เป็นเอดส์เหมือนที่ผมคิดไว้ครับ ก็เริ่มมีกำลังใจมานิดนึง ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากตอนรู้ผลตรวจ คิดว่าจะกลับมาตั้งใจเรียน แต่ไม่ทันแล้วครับ ผมกลายเป็นคนคิดมากไปแล้ว เจออะไรก็
 
คิดมาก คิดแง่ลบ ตอนนั้นเรียนในห้องไม่รู้เรื่องเลยครับ อ่านเองจากหนังสือตลอด ตอน ม.5 จำได้ว่า ผมจะคิดว่าผมต้องฟังที่อาจารย์พูดแล้วมองหน้าอาจารย์ครับถึงจะเรียนรู้ เรื่อง แต่ร่างกายผมดันทำตรงข้ามคือ เวลาผมแหนขึ้นมองหน้าอาจารย์ผมก็จะเหมือนเกร็งๆไม่สบายตา ไม่สบายคอ ก็เหมือนเดิมครับ พยายามสั่งร่างกายให้มองไปที่
 
อาจารย์แล้วก็ตั้งใจเรียน แต่ก็ทำไม่ได้ครับ ตอนนั้นร่างกายผมจะก้มหน้าตลอดเวลาครับ เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้เหมือนกันครับ จำได้ว่า เวลาผมจะจดอะไรจากกระดานผมต้องแหงนมองแบบฝืนๆ เกร็งๆ เป็นแบบนี้ตลอด แต่ดีครับที่ผมตั้งใจอ่านหนังสือ ผลการเรียนก็ดีขึ้นครับได้สามกว่าๆ แม้จะเรียนในห้องในรู้เรื่องเลย อีกอย่างหนึ่งตอนนั้นรู้สึก
 
เกร็งที่คอ ที่ตัว ที่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าครับ มีช่วงหนึ่งคิดมาก นอนไม่หลับเลย หลายวัน จนหน้ามีเส้นที่ใต้ตา ร่องแก้ม คิดมาก นอนดึกทำให้หน้าแก่ขึ้นจริงๆนะครับ ตอนม.6 ผมก็คิดมากเรื่องตานี่แหละ ผมคิดว่า เวลามองอะไรแล้วเกร็กตานานๆจะทำให้ตาเสีย ทีนี้ตาผมก็เกร็งทั้งวันเลย จนตาบวมเหมือนเป็นกุ้งยิงๆ ลืมบอก
 
ไปว่าตอนม.ปลาย เป็นสิวเยอะด้วย พอเห็นสิวแล้วก็ไปแกะ ไปบีบมัน จำได้ว่าตอนนั้นหน้าโคตรสกปรกเลย ทั้งรอยสิว ทั้งสิว ตีนกา ตอนนั้นคิดว่า ผมไม่หล่อเลย หน้าตาแย่มาก ไม่อยากเจอคนเลย อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากเจอคนคือผมคิดว่าผมเริ่มเหมือนคนบ้า ผมต้องเป็นอะไรทางจิตสักอย่าง ไม่ค่อยอยากตื่นไปเรียน ตื่นก็ตื่นสาย คนเกือบสุดท้าย
 
ตลอด เพื่อนก็ไม่ค่อยมี แต่ดีที่ตอนนั้นมีเพื่อนสนิทคนนึงช่วยสอนคณิตกับอังกฤษ สอนจนผมเก่งเพราะมันสอน มันเรียนในห้องไม่รู้เรื่องเพราะไม่มีสมาธิ ตอนม.6 ได้เกรดดีมากๆครับ พอจะจบม.6 เริ่มเครียดอีกแล้ว ผมมันบ้า จะอ่านหนังสือได้เยอะๆเหมือนคนอืนเขาไหมเนี่ย ท้ายสุดก็ไม่ค่อยได้อ่าน ตอนม.ปลายอ่า เวลาปิดเทอม ผมดีใจมากๆ
 
เพราะได้กลับบ้าน เวลาอยู่บ้านแล้วสบายใจที่สุด ปล.ผมอยู่หอในของโรงเรียนครับ เรียนนึงได้กลับบ้าน2 วันมั้งครับ แล้วก็ได้กลับอีกทีตอนปิดเทอม ตอนนั้นจะ สอบเข้ามหาลัยแล้วครับ ผมก็อ่านเรื่อยๆครับ แต่อ่านแล้วก็ไม่ค่อยจำเพราะไม่ค่อยมีสมาธิ วิชาที่ผมเก่งก็คือ คณิตศาสตร์ ชีววิทยา เพราะว่าผมตั้งใจอ่านไปสอบตั้งแต่ตอนเรียนใน
 
ห้อง ยังมีความรู้อยู่ในหัว ก็อ่านเรื่อยๆตามคนอื่นเขาอ่าครับ แต่ไม่ค่อยจำ ตอนนั้นไม่ค่อยหวังมหาลัยดังๆคณะดังๆแล้วครับ ไม่หวังอะไรเลย ได้คณะไรก็เอาคณะนั้นเลยแล้ว กัน ไปสอบความถนัดวิศวกรรมก็ทำไม่ค่อยได้ครับ แต่ได้อ่านผ่านๆตาบ้าง ก็เลยใช้sense ในการเดาคำตอบ ผลออกได้ ได้คะแนนเยอะกว่าคนที่มีความรู้+เก่งฟิสิกส์
 
ดวงล้วนๆ a-net ไม่ค่อยได้อ่านครับ ยาก ไม่มีสมาธิ 0-net เพิ่งได้อ่านก่อนสอบสัปดาห์นึงครับ ตอนนั้นอ่านเอาเป็นเอาตาย เพราะคิดว่ามันง่าย หวังกับ0-net อย่างเดียวแล้วครับ ตอนนั้น แม้ผมจะไม่ค่อยเต็ม แต่ก็อยากทำเพื่อพ่อครับ เพื่อพี่ๆด้วยครับที่อุตส่าช่วยพ่อออกเงินส่งเสีย 0-net ก็ได้คะแนนมาเยอะครับ ส่วน A-net ก็ได้คะแนน
 
ปานกลาง ก็พอเลือกคณะในมหาลัยที่อยากเข้าได้ แต่ไม่หวังมากครับ เพราะคะแนนผมไม่ได้ดีมาก สุดท้ายก็ติดมหาลัยที่หวังไว้ครับ ตอนปี 1 เข้ามาตอนนั้น อาการก็เหมือนๆม.ปลายเลยครับ คิดมาก เรื่องอะไรต่างๆนานๆ ไร้สาระ เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องอ่านเองตลอด ตอนนั้นเริ่มความจำไม่ดีแล้วครับแล้วก็มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อ กระพริบตาบ่อย
 
เหมือนม.ปลายเลย ทนอยู่1 ปีครับ ปี2 เริ่มทนไม่ไหวครับ เริ่มไปหาหมอจิตแพทย์ของโรงพยาบาลประจำมหาลัย ตอนนั้นไปแบบตื่นเต้นเหมือนกันครับ เพราะไม่เคยพบจิตแพทย์มาก่อน แต่ตอนนั้นก็คิดแล้วนะครับ ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าได้ไปพบจิตแพทย์อาการก็คงจะดีขึ้นบ้าง หรือไม่ดีขึ้นก็ไม่เป็นไร หมอก็ซักประวัติสุดท้ายหมอก็
 
พาผมไปพบอาจารย์หมอผู้ชายคนนึง มีจิตแพทย์นั่งฟังหลายคน อาจารย์หมอบอกว่า ผมคิดอะไรก็สั่งให้ร่างกาย ทำไปเลย อย่าไปห้าม เช่นถ้าคิดว่า ผมกระพริบตาถี่ ผมก็สั่งร่างกายว่ากระพริบตาถี่ๆ สั่งไปเลย ไม่ต้องไปห้ามมัน หมอบอกว่าผมเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ตอนนั้นกลับมาได้ยามานิดหน่อยครับ แต่รู้สึกสบายใจขึ้น เหมือนโรคจะทุเลาลงชั่ว
 
ขณะ ตอนปี3 มีญาติคนหนึ่งเป็นโรคเอดส์ครับ เขามาบ้านบ่อยครับ เพราะสนิทกัน ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร มีวันนึงผมเอากรรไกรตัดเล็บมาตัดเล็บเท้า ดันตัดไปโดนเนื้อตรงเท้า เลือดไหล ทีนี้ก็เริ่มคิดมากว่าเขาจะใช้กรรไกรตัดเล็บนั้นเปล่า แล้วผมจะติดเชื้อเอดส์ไหม เริ่มคิดมากอีกแล้ว กลับมาป่วยอีกแล้ว สุดท้ายผมก็ได้ไปบริจาคเลือดครับ ก็ช่วย
 
ให้หายกังวลลงไปบ้าง มีช่วงหนึ่งอาผมถึงว่าตาผมเริ่มผิดปกติแล้วนะ เล่นคอมมากไปหรือเปล่า ทำให้ผมเครียดครับ ความกังวลกับตาก็กลับมา ประกอบกับมีพี่คนหนึ่งทักว่าตาเขนิดๆนะ ทีนี้หล่ะ ผมกังวลใหญ่แล้ว แล้วก็เริ่มเกร็งตาอีกแล้ว ใจหน่ะอยากไม่ให้มันเข แต่ร่างกายมันยิ่งทำให้ตาเขมากขึ้น เครียดมาก ไปหาหมอเหมือนเดิมครับ แต่ก็รู้สึก
 
สบายใจได้ไม่กี่วันครับ เหมือนผมไปคิดไปเองมากกว่า ว่าปัญหาจะลดลงเพราะได้ไปหาหมอมา ทำให้ผมสบายใจ ไม่กี่วัน เริ่มกลับมาเครียดไม่อยากใช้สายตาเลยครับ อยากนอน เพราะรู้สึกว่าตอนนอนผมจะไม่เกร็งตา เวลาที่ผมนอนเป็นช่วงเวลาที่สบายที่สุดแล้ว เครียดอยู่หนึ่งเทอมครับ จนหน้าแก่ขึ้นมีร่องใต้ตา ร่องแก้มลึก ปีสี่ปีนี้กลับไป
 
หาหมออีกครั้งครับ บอกว่าผมอยากหาย อยากใช้ชีวิตเหมือนคนปกติครับ ครั้งนั้นหมอมานั่งกับเต็มห้องเลยครับ มีอาจารย์หมอด้วย เขาก็ซักผม ถามคำถามต่างๆ หมอทั้งหมดสรุปว่าผมเป็นโรคซึ่มเศร้า ได้ยามาเยอะเลยครับ อาจารย์เริ่มดีขึ้นครับ เพราะเวลาผมไปหาหมอ ผมจะรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีความหวัง ผมก็พยายาม
 
อยู่กับเพื่อนๆนะครับ ก็เลยทำให้ผมอาการทุเลาลงบ้าง ก็เลยหยุดกินยา เพราะคิดว่าไม่ค่อยเห็นผลของยาเท่าไหร่ ตอนปลายเทอมเริ่มกลับมาเป็นใหม่ครับ มีคนทักว่าผมหน้าแก่หลายคน เริ่มเศร้า เขาบอกว่าผมหน้าเหมือนคนอายุบ้าง เหมือนทำงานแล้วบ้าง มีคนเรียกผมว่าพี่หลายคนด้วยครับ ทั้งที่แก่กว่าผม เครียดครับ เสียใจกับหน้าตาของตัว
 
ผมเอง อยากหน้าตาธรรมดาเหมือนคนปกติ ไม่แก่กว่าวัย รู้สึกอิจฉาคนอื่นๆที่หน้าไม่แก่เหมือนผม รู้สึกว่าหน้าแก่แล้วไม่มีคนสนใจ เป็นตัวตลก ไม่มั่นใจในตัวเองเลยครับ รู้สึกว่าเราไม่เหมือนคนอื่นๆ พอผมกังวลเรื่องนี้ผมก็กลับมากังวลเรื่องเก่าๆทั้งหมดที่เคยกังวลเกี่ยวกับร่างกายทั้งหมด ตอนนี้เศร้าครับ ไม่มีความสุขเลยครับ อยากไปหา
 
หมอมากๆครับ ครั้งนี้จะกินยาให้หมดเลยครับ อยากหาย อยากเป็นคนปกติ แต่ไม่มีหวังแล้วแหละครับ เคยอยากคิดฆ่าตัวตายครับ รู้สึกเหนื่อยกับการใช้ชีวิตเหลือเกิน แต่ถ้าผมฆ่าตัวตายก็เหมือนกับผมทำให้คนอื่นที่รักผมเสียใจด้วยครับ จะสู้ๆต่อไปนะครับ ตอนนี้เขียนไปก็เศร้าไปครับ เศร้าแบบห้ามไม่ได้ครับ มันเศร้าของมันเองครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น